ก่อนอ่านอยากจะบอกว่า...
ทาคามิเนะ นารุ ในออรินี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชื่อ Takamine Naru ของเราแต่อย่างใด

แค่ชื่อเดียวกันเฉย ๆ เพราะ ยังไงซะเราก็ชอบใช้ปนมั่วกันหมดอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ Undecided

ส่วนชื่อเรื่อง untitled นั่น จริง ๆ แล้วยังคิดชื่อไม่ออก เลยตั้งไปงั้น ๆ แหละ
ก็เหมือนกับแวลาที่ถ้าเขียนเอนทรี่ใน EXTEEN แล้วไม่ได้ตั้งชื่อ เอนทรี่นั้นก็จะชื่อ untitled ไงล่ะ~~ /แถ

ในฐานะที่เป็นออริเรื่องแรก คิดว่า่แนวการเขียนของตัวเองคงจะห่วยแตกมาก แต่ก็พยายามที่สุดแล้ว
เพราะงั้น ถ้ามีตรงไหนอ่านแล้วงงหรือสงสัยหรือเขียนผิดอะไรก็ทักได้นะ



วันที่ 3 มกราคม เวลา 15.00 น. : ณ บ้านเลขที่ 27 เมืองมิราอุตะ ประเทศญี่ปุ่น

          “อ๊า~ ในที่สุดก็เสร็จซักที!!” เด็กสาวยืดแขนและบิดตัวไปมาเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าจากการทำการบ้านมาตั้งแต่เช้า
          ฉันชื่อทาคามิเนะ นารุ อายุ 16 ปี เกิดที่ญี่ปุ่น แต่ตอนที่ฉันอายุ 5 ขวบ พ่อแม่ได้พาฉันและพี่ชายย้ายไปอยู่ที่อิตาลี เพราะ ต้องไปดูแลคุณย่าที่กำลังป่วยอย่างใกล้ชิดและได้ย้ายกลับมาอยู่ที่ญี่ปุ่นเหมือนเดิมแล้วหลังจากที่คุณย่าเสีย (ตอนฉันอายุ 10 ขวบ) แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น ฉันก็ยังคงคิดถึงคุณย่านะ
          “การบ้านวิชาชีวะนี่มันเยอะจริง ๆ เลยน้า~ กินเวลาไปเยอะพอตัวเลยแฮะ ถึงแม้จะใช้เวลาทำการบ้านวิชาภาษาอังกฤษไปแค่นิดเดียวก็เถอะ แต่นี่ก็ตั้งบ่าย 3 แล้วนี่นา... ถึงอย่างนั้น ก็ยังดีไม่ใช่การบ้านพละ ไม่งั้นคงต้องออกไปวิ่งอยู่ที่สวนหน้าบ้านอีกครึ่งชั่วโมงแน่เลย…” ฉันบ่นกับตัวเองขณะกำลังเดินไปนอนแผ่บนเตียง
          วันนี้เป็นวันรองวันสุดท้ายก่อนที่จะเปิดภาคเรียน ซึ่งหมายความว่า การบ้านที่ฉันเพิ่งทำไปเมื่อกี๊นี้ ก็คือ การบ้านสำหรับตอนปิดเทอมนั่นแหละ แต่จะหาว่าฉันขี้เกียจก็ไม่ได้นะ เพราะว่า ช่วงปิดเทอมที่ฉันใช้ไปนั้น ส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการทำงานพิเศษที่ร้านอาหารน่ะ
          “ห๊ะ! บ่ายสามแล้วเหรอเนี่ย!?” ฉันเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วจากนั้นฉันก็รีบวิ่งออกจากห้องไปยังห้องนั่งเล่น
          “แม่! เดี๋ยวนารุออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อข้าง ๆ นี้หน่อยนะ”
          “เอ๋? ลูกจะออกไปนอกบ้านเหรอ? โอ้ หายาก ๆ สงสัยวันนี้คงจะฝนตกหนักแน่เลย”
          ที่แม่แซวฉันก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ปกติฉันชอบที่จะอยู่บ้านมากกว่าออกไปเที่ยวแบบคนอื่น ๆ บางวันก็อยู่แต่ในบ้านไม่ออกมานอกบ้านเลยก็มีนะ
          “เลิกแซวเถอะน่า นารุแค่จะไปซื้อแซลมอนกับแครอทเท่านั้นเอง”
          “จะซื้อมาทำไมเหรอลูก?”
          “เดี๋ยวมุกิจังจะมาบ้านตอนสี่โมงครึ่งนี้น่ะ ก็เลยกะว่าจะทำอาหารเตรียมไว้ด้วยเลยไง เผื่อถึงมื้อเย็นเลย”
          “ได้ ๆ ออกไปข้างนอกก็ระวังตัวด้วยล่ะ แล้วก็เอาร่มไปด้วยนะ เผื่อฝนตกหนัก” แม่ก็ยังแซวฉันไม่ยอมเลิกแถมยังหัวเราะชอบใจอีกต่างหาก ฉันถอนหายใจพร้อมกับบ่ายหน้าหนี

          ฉันก้าวออกจากบ้านด้วยท่าทางที่ค่อนข้างจะรีบร้อนไปหน่อยจึงเผลอชนกับผู้ชายคนนึงเข้า ทำให้ถุงที่เขาถือมากระเด็นไปตกอยู่ที่พื้นแล้วของที่ควรจะอยู่ในถุงก็โผล่ออกมานิดหน่อย ...เอ๊ะ? เนคไทกับชุดนักเรียนของโคสึฮาระ โรงเรียนเรานี่นา...
          “อ๊ะ! ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ” ฉันรีบก้มหัวขอโทษยกใหญ่พร้อมกับเก็บเนคไทและเสื้อเชิ้ตใส่ถุงยื่นให้เขา แต่ผู้ชายคนนั้นก็ได้แต่ยืนจ้องหน้าฉันจนฉันเริ่มจะสงสัยแล้วว่ามีอะไรติดหน้าฉันรึเปล่าเนี่ย...
          “เอ่อ... คือว่า... นี่ของคุณค่ะ” ในที่สุดเขาก็รับถุงไป
          “ขอบคุณครับ” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่เขาก็ยังไม่เลิกที่จะจ้องหน้าฉันซักที
          เรายืนจ้องตากันอยู่ซัก 1 นาทีเห็นจะได้ แต่ในที่สุดฉันตัดสินใจพูดขึ้นมาว่าขอตัวก่อนนะคะ โค้งให้ทีนึงแล้วหันหลังกลับเพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านสะดวกซื้อตามที่วางเป้าไว้ตั้งแต่แรก แล้วฉันก็นึกถึงเนคไทของเขาอีกครั้ง เนคไทสีฟ้าเข้มพร้อมด้วยสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนโคสึฮาระ มันก็ดูเหมือนเนคไทธรรมดาอยู่หรอก เว้นซะแต่ว่ามันเป็นสีฟ้าเข้มที่หมายถึงชั้นม.ปลายปี 1 แถมยังมีแถบสีขาวด้วยนี่สิ... แถบสีต่าง ๆ ที่ปักอยู่ที่เนคไท... แถบที่แสดงถึงห้องเรียนที่อยู่... แถบสีขาวที่เป็นสีเดียวกับห้องฉัน... เขาคนนั้นเป็นเด็กที่เพิ่งจะย้ายมาใหม่งั้นเหรอ... ฉันคิดขณะที่ก้าวเข้าไปยังร้านสะดวกซื้อ เฮ่อ~ เรื่องอื่นช่างมันก่อนแล้วกัน ยังไงซะ ตอนนี้ก็รีบซื้อปลากับผักก่อนดีกว่า~

          “ตื้ด~ ตื้ด~” เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้นตอนสี่โมงครึ่ง
          “มุกิเขามาแล้วนะลูก ยังทำอาหารไม่เสร็จอีกเหรอ? เพราะมัวแต่เสียเวลาไปกับการซื้อของนั่นแหละ กว่าจะกลับถึงบ้านก็บ่ายสามสีสิบห้าแล้ว งั้นเดี๋ยวแม่จะไปเปิดประตูให้แทนแล้วกัน” เสียงแม่ตะโกนมาจากห้องนั่งเล่นลอยมายังห้องครัว
          “อ่า ๆ ขอบคุณมากนะแม่” ฉันตะโกนกลับไปจากในครัว นี่นอกจากจะชนคนแล้วยังโดนแม่บ่นอีกเหรอเนี่ย ทำไมวันนี้ถึงได้ซวยอย่างนี้นะ...
          “…นารุเขาอยู่ในครัวเหรอคะ? ขอบคุณที่บอกค่ะคุณป้า” เสียงของมุกิจังเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เงียบไป เมื่อฉันหันหน้าไปก็พบกับเจ้าของเสียงที่ได้ยินเมื่อกี๊ยืนนิ่งอยู่ตรงประตู เสื้อเชิ้ตแขนยาวเท่าข้อศอกสีฟ้ากับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มยาวคลุมข้อเท้าพร้อมด้วยโพนี่เทลสีดำที่มัดด้วยริบบิ้นสีแดงหม่น วันนี้มุกิจังแต่งตัวน่ารักใช้ได้เลยทีเดียว
          “แต่งตัวซะขนาดนี้ ไปออกเดทกับคาโนะมาเหรอ?” ฉันอดที่จะแซวไม่ได้จริง ๆ ฮะๆๆ
          “ใช่ซะที่ไหนกันเล่า”
          “นั่นสินะ นายคนนั้นไม่เคยสนใครแบบจริง ๆ จัง ๆ นอกจากไม-เซ็มไปนี่นา” ขนาดฉันที่คาโนะเคยจีบยังโดนทิ้งไปแบบไม่ไยดีเลย
          “แต่คิดแล้วก็น่าขำดีนะ”
          “อะไรเหรอ?”
          “ก็หมอนั่นบอกว่าถึงจะเป็นรักข้างเดียวที่เจ็บปวด แต่ก็จะขอรักตลอดไปเนี่ยสิ น้ำเน่าชะมัด”
          “เอาน่า ๆ อิจฉารึไง?”
          “ไม่มีวันซะหรอก”
          “รู้แล้วน่า ๆ” ฉันหัวเราะในความซึนนิด ๆ ของคุณเธอ ก็แหม จริง ๆ แล้วคาโนะกับมุกิจังก็ไม่ได้มีอะไรกันหรอก แค่บ้านอยู่ใกล้กันก็เท่านั้นเอง แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าสาวน้อยน่ารักแบบมุกิจังทำไมตาคาโนะถึงไม่สนใจกันนะ
          “แล้วนี่ทำอะไรอยู่ล่ะ?”
          “อ๋อ นี่น่ะเหรอ? ข้าวแกงกะหรี่แซลมอนน่ะ” ฉันใช้จวักตักเนื้อแซลมอนขึ้นมาจากหม้อ
          “มันจะเข้ากันได้เหรอ? เห็นปกติเขาทำกันแต่เนื้อไก่กับหมูเท่านั้นไม่ใช่รึไง?”
          “ก็อยากลองอะไรใหม่ ๆ บ้างนี่นา แต่คิดว่าคงไม่ถึงขั้นทำให้ท้องเสียหรอก...มั้ง”
          “ไอ้คำว่า มั้ง นี่มันไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่เลยนะ”
          “แต่จะเปลี่ยนก็ไม่ทันแล้วนี่นา ใส่ลงไปแล้วด้วย” ฉันใช้จวักคนแกงในหม้อ
          “งั้นก็คงช่วยไม่ได้ล่ะนะ เดี๋ยวที่เหลือจะช่วยปรุงให้แล้วกัน”
          “ขอบคุณนะ แหะ ๆ” ฉันก็ถอดผ้ากันเปื้อนส่งให้มุกิจัง
          “ว่าแต่คิดยังไงถึงได้ลุกขึ้นมาทำอาหารเนี่ย อยากจะฆาตกรรมคนทั้งบ้านรึไง”
          “หา!? มุกิจังก็พูดเกินไป จริง ๆ ก็แค่อยากจะทำอาหารเฉย ๆ เท่านั้นเอง” พูดได้ทำร้ายจิตใจกันจริง ๆ ฉันทำปากจู๋
          “จะจริงเร้อ~” แซวไม่พอยังยิ้มกวน ๆ ให้อีกต่างหาก ฉันถอนหายใจ
          “เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า วันนี้ตอนออกไปซื้อของเจอผู้ชายคนนึงถือถุงใส่ชุดนักเรียนโรงเรียนเราด้วย”
          “เหรอ?” ถึงเจ้าตัวจะถามมาอย่างนี้ แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้สนใจที่เล่าไปเท่าไหร่หรอก ฮะๆๆ
          “มันก็คงไม่น่าแปลกอะไรหรอก แค่บังเอิญว่าเนคไทของเขาสีฟ้าเข้มแล้วก็มีแถบสีขาวปักอยู่ก็เท่านั้นเอง”
          “จะให้ทายว่าเขาเป็นใครอะไรพวกนั้นรึเปล่า?”
          “ไม่ใช่ ๆ เป็นคนที่ฉันไม่เคยเห็นหน้าน่ะ คิดว่าน่าจะเป็นเด็กที่ย้ายมาใหม่”
          “เด็กใหม่งั้นเหรอ? อืม... ช่วงเทอมสองนี่ไม่ค่อยมีใครเขาย้ายมากันหรอกนะ แถมยังได้อยู่ห้องไวท์คราวน์ซะด้วย ดูท่าน่าจะเก่งน่าดู” มุกิจังพูดพลางเทเครื่องปรุงต่าง ๆ ลงไปในหม้ออย่างชำนาญ

          จะว่าไปพูดถึงเนคไทของโรงเรียนโคสึฮาระแล้วคงต้องเล่าเรื่องสีกับแถบสีกันซักหน่อย เนคไทของโรงเรียนโคสึฮาระจะแบ่งเป็น 6 สี คือ สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีน้ำเงิน สีม่วง ตามลำดับปี 1 ถึง 6 ส่วนเรื่องของแถบสี 2 แถบที่ปักอยู่ที่เนคไทนั้นก็จะเป็นตัวบอกห้องเรียน ความเก่งและความถนัดของนักเรียน แถบสีมีทั้งหมด 4 แถบ คือ สีขาว(ห้องไวท์คราวน์) สีดำ(ห้องแบล็คคราวน์) สีทอง(ห้องโกลด์เทียร่า) สีเงิน(ห้องซิลเวอร์เทียร่า) โดย 2 ห้องแรกจะเป็นเด็กหัวกะทิในด้านวิชาการ ส่วน 2 ห้องหลังจะเป็นเด็กหัวกะทิในด้านภาษา แต่ถ้าถามว่าห้องไวท์คราวน์กับห้องแบล็คคราวน์ห้องไหนเก่งกว่ากัน ก็ต้องเป็นห้องไวท์คราวน์แน่อยู่แล้วสิ~

          “เอาล่ะ คิดว่าน่าจะเรียบร้อยแล้วนะ” มุกิจังปิดเตาแก๊ส
          “ไหน ๆ ดูหน่อยสิ~”
          แกงกะหรี่สีน้ำตาลพร้อมด้วยแครอท หัวหอมใหญ่ ฟักทอง มะเขือเทศ แล้วก็เนื้อแซลมอน ทั้งหอมทั้งน่ากิน เก่งเรื่องทำอาหารขนาดนี้ไม่ว่าใคร ๆ ก็อยากได้คุณเธอไว้เป็นภรรยาประจำบ้านแน่ ๆ เว้นซะแต่ว่าถ้าพวกเขารู้นะ ก็มุกิจังไม่เคยโชว์ฝีมือที่โรงเรียนเลยนี่นา
          “มุกิจังที่เก่งเรื่องทำอาหารจริง ๆ เลยน้า~ น่าอิจฉาชะมัด”
          “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า ก็แค่มีหน้าที่ต้องทำให้คนในบ้านกินบ่อย ๆ ก็เท่านั้นเอง” แหม คนในบ้านที่ว่านี่ใครกันน้า~ ฉันหัวเราะ

          หลังจากที่มุกิจังและครอบครัวทาคามิเนะรับประทานข้าวเย็นเสร็จกันแล้ว ทุกคนต่างก็แยกย้ายไปตามที่ประจำของตน พ่อไปดูทีวี แม่ไปอ่านหนังสือ ส่วนพี่ชายฉันน่ะเหรอ? หึ ไม่รู้สิ ชอบขลุกอยู่แต่ในห้อง ถ้าออกจากห้องเมื่อไหร่เป็นต้องออกไปข้างนอกเสมอ เฮ่อ~ เป็นอะไรของเขากันนะ? แต่ช่างสิ ไม่เกี่ยวกับฉันซะหน่อยนี่ ว่าแล้วฉันก็พามุกิจังมาที่ห้องนอนของฉัน แต่ระหว่างที่กำลังลุกจากเก้าอี้ก็มีเสียงเรียกฉันดังขึ้นมา
          “เดี๋ยว นารุ” เสียงพี่ชายฉันนี่... ฉันหันหน้าไปหาเจ้าของเสียง
          “มีอะไรเหรอพี่ฟุกิ?”
          “มาห้องพี่หน่อย พี่มีอะไรให้ดู”
          “โอเค” ฉันตอบพี่
          “มุกิจังรอตรงนี้ก่อนแล้วกันนะ เดี๋ยวฉันมา” ฉันบอก
          “อ